สูตรคิดภาษี 4 ขั้น
ภาษี = เงินได้สุทธิ × อัตราภาษีขั้นบันได
- รวมรายได้ทั้งปี คือเงินเดือน × 12 บวกโบนัสและรายได้อื่นจากการจ้างงาน
- หักค่าใช้จ่าย ผู้มีเงินได้จากเงินเดือนหักได้ 50% ของรายได้ แต่รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งคนที่มีรายได้ตั้งแต่ 200,000 บาทต่อปีขึ้นไปจะหักได้เต็ม 100,000 บาทเสมอ
- หักค่าลดหย่อน เริ่มจากค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และเงินสมทบประกันสังคมที่จ่ายจริง แล้วบวกค่าลดหย่อนอื่นที่มีสิทธิ์
- คิดภาษีแบบขั้นบันได เงินได้สุทธิแต่ละช่วงเสียภาษีในอัตราของช่วงนั้น ไม่ได้เสียอัตราเดียวทั้งก้อน
อัตราภาษีขั้นบันได
| เงินได้สุทธิ (บาท) | อัตราภาษี | ภาษีสูงสุดในขั้น |
|---|---|---|
| 0 – 150,000 | ยกเว้น | 0 |
| 150,001 – 300,000 | 5% | 7,500 |
| 300,001 – 500,000 | 10% | 20,000 |
| 500,001 – 750,000 | 15% | 37,500 |
| 750,001 – 1,000,000 | 20% | 50,000 |
| 1,000,001 – 2,000,000 | 25% | 250,000 |
| 2,000,001 – 5,000,000 | 30% | 900,000 |
| มากกว่า 5,000,000 | 35% | – |
สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือ “ขึ้นไปอยู่ขั้น 15% แล้วต้องเสีย 15% ทั้งหมด” ความจริงคือเฉพาะส่วนที่เกิน 500,000 บาทเท่านั้นที่เสีย 15% ส่วนก่อนหน้ายังเสียตามอัตราของขั้นเดิม
ตัวอย่าง: เงินเดือน 30,000 และ 50,000 บาท
กรณีที่ 1: เงินเดือน 30,000 บาท ไม่มีโบนัส
| รายได้ทั้งปี (30,000 × 12) | 360,000 |
| หักค่าใช้จ่าย 50% (ไม่เกิน 100,000) | −100,000 |
| ลดหย่อนส่วนตัว | −60,000 |
| ประกันสังคม (875 × 12) | −10,500 |
| เงินได้สุทธิ | 189,500 |
| ภาษี: (189,500 − 150,000) × 5% | 1,975 |
ภาษีทั้งปีประมาณ 1,975 บาท หรือเฉลี่ยราว 165 บาทต่อเดือน คิดเป็นเพียง 0.55% ของรายได้ทั้งปี
กรณีที่ 2: เงินเดือน 50,000 บาท โบนัส 100,000 บาท
| รายได้ทั้งปี (50,000 × 12 + 100,000) | 700,000 |
| หักค่าใช้จ่าย | −100,000 |
| ลดหย่อนส่วนตัว + ประกันสังคม | −70,500 |
| เงินได้สุทธิ | 529,500 |
| ขั้น 5% (150,001 – 300,000) | 7,500 |
| ขั้น 10% (300,001 – 500,000) | 20,000 |
| ขั้น 15% (500,001 – 529,500) | 4,425 |
| ภาษีทั้งปี | 31,925 |
ค่าลดหย่อนที่พนักงานประจำใช้บ่อย
| รายการ | ลดหย่อนได้ |
|---|---|
| ส่วนตัว | 60,000 บาท |
| คู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ | 60,000 บาท |
| บุตร | คนละ 30,000 บาท (บุตรคนที่ 2 ขึ้นไปที่เกิดตั้งแต่ปี 2561 คนละ 60,000 บาท) |
| บิดามารดาอายุ 60 ปีขึ้นไป รายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี | คนละ 30,000 บาท |
| เงินสมทบประกันสังคม | ตามจ่ายจริง (ปี 2569 สูงสุด 10,500 บาท) |
| เบี้ยประกันชีวิต | ไม่เกิน 100,000 บาท |
| เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง | ไม่เกิน 25,000 บาท (รวมกับประกันชีวิตไม่เกิน 100,000 บาท) |
| ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อที่อยู่อาศัย | ไม่เกิน 100,000 บาท |
| กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / RMF | RMF ไม่เกิน 30% ของรายได้ และกลุ่มเพื่อการเกษียณรวมกันไม่เกิน 500,000 บาท |
| กองทุน ThaiESG | ไม่เกิน 30% ของรายได้ สูงสุด 300,000 บาท (ปีภาษี 2567–2569) ต้องถือครบ 5 ปี |
กองทุน SSF ไม่สามารถใช้ลดหย่อนสำหรับการซื้อใหม่ได้แล้ว เพราะสิทธิสิ้นสุดเมื่อปลายปี 2567 ส่วน ThaiESG กลายเป็นตัวเลือกหลักของคนที่ต้องการลดภาษีโดยไม่ต้องล็อกเงินถึงอายุ 55 ปีเหมือน RMF
ลดหย่อนเพิ่มแล้วประหยัดภาษีได้เท่าไหร่
ทุก 1 บาทที่ลดหย่อนเพิ่ม จะประหยัดภาษีเท่ากับ อัตราภาษีขั้นสูงสุดที่เงินก้อนนั้นตกอยู่ คนที่อยู่ขั้น 5% ลดหย่อน 10,000 บาทจะประหยัดเพียง 500 บาท แต่คนที่อยู่ขั้น 20% จะประหยัดได้ 2,000 บาท
จากกรณีที่ 2 ถ้าซื้อ ThaiESG เพิ่ม 60,000 บาท (ไม่เกิน 30% ของรายได้ 700,000 บาท):
- เงินได้สุทธิลดจาก 529,500 เหลือ 469,500 บาท
- ภาษีลดจาก 31,925 เหลือ 24,450 บาท ประหยัดได้ 7,475 บาท
- 29,500 บาทแรกที่ลดหย่อนช่วยประหยัดในอัตรา 15% และอีก 30,500 บาทช่วยประหยัดในอัตรา 10%
ยื่นภาษีเมื่อไหร่
รายได้ของปี 2569 ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ 91 ภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2570 การยื่นออนไลน์มักได้รับการขยายเวลาเพิ่ม ควรเก็บหลักฐานค่าลดหย่อน เช่น หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) และหนังสือรับรองการซื้อกองทุนหรือเบี้ยประกันไว้ให้ครบ